ก่อนอื่นก็ต้องมารู้จักกับ โทษประหารกันก่อน

การลงโทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่พึงใช้ต่อผู้กระทำความผิด

ถือได้ว่าเป็นการลงโทษที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งดำเนินมาตั้งแต่อตีดจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายของการประหารคือ

การกำจัดผู้กระทำความผิดให้พ้นไปจากสังคมด้วยวิธัการฆ่าให้ตาย ความหมายตาม พจนานุกรรม

ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า น. การตี,การฟัน,การล้าง,การผลาญ. ก. ฆ่า,ทำลาย.

(ส.ปฺรหาร; ป. ปหาร). ประหาร ก. ลงโทษฆ่า (กฎ) น. โทษทางอาญาขั้นสูงสุดที่ลงแก่ผู้กระทำความผิดอาญาอุกจกรรจ์ .....

โทษประหารชีวิต

โทษประหารชีวิต (Capital Punishment)

ประมวลกฎหมายอาญา พุทธศักราช 2499 มาตรา 18

ได้กำหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญาไว้ 5 ประการคือ

1 ประหารชีวิต

2 จำคุก

3 กักขัง

4 ปรับ

5 ริบทรัพย์

ปัจจุบันการประหารชีวิตจะดำเนินการโดยมีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติคือ วิธีการประหารต้องไม่เป็นการหารุณโหดร้ายขัดต่อมนุษย์ธรรม ต้องให้ตายเร็วที่สุด และไม่ทำให้ศพถูกทำลายจนน่าเกลียด ทั้งนี้ให้ระยะเวลาที่นักโทษรู้ว่าจะถูกประหารชีวิตจนถึงเวลาลงมือประหารนั้นสั้นที่สุด

ในปัจจุบันวิธีการประหารที่นานาชาติมีใช้อยู่ คือ

1 การแขวนคอ (Hanging)

เป็นวิธีการประหารที่นิยมแพร่หลายมากในประเทศยุโรปและอเมริกาในสมัยก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 การแขวนคอนิยมทำในที่สาธารณะให้ประชาชนดูเพื่อมิให้เอาเยี่ยงอย่าง ต่อมาถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมจึงได้หวนกลับไปใช้ในเรื่องจำหรือสถานที่ควบคุมเป็นแหล่งประหารชีวิต

ในลักษณะเป็นการปกปิด การแขวนคอ ปัจจุบัน ยังคงถือปฏิบัติอยู่ 58 ประเทศ

ได้แก่ ประเทศเครือจักรภพ สหรัฐอเมริกาบางมลรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น อีรัก อีหร่าน อินเดีย ฯลฯ

2 การยิงเป้า (Shooting)


เป็นวิธีการประหารที่ใช้ปืนยิงผู้ถูกประหารซึ่งจะถูกมัดไว้กับหลักประหารการประหารด้วยการยิงเป้าหลายประเทศส่วนมากจะกระทำในเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่เรือนจำและแพทย์อยู่ในขณะลงมือประหาร ปัจจุบันมี 73 ประเทศทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย)ใช้วิธีนี้

3 การนั้งเก้าอี้ไฟฟ้า (Electrocution)

เป็นการประหารที่นำความเจริญทางเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้นักโทษผู้ถูกประหารทรมานน้อยที่สุด คือตายทันที การประหารด้วยการนั้งเก้าอี้ไฟฟ้า (Electric Chair) นี้นำมาใช้ครั้งแรกในในเรือนจำออร์เบิร์นแห่งนครนิวยอร์ค วิธีนี้จะให้นักโทษนั้นเก้าอี้ซึ่งสามารถผ่านกระแสไฟฟ้าไปสู่ตัวผู้นั่งได้มีเครื่องพันธนาการที่มือและเท้าทั้งสองเพื่อมิให้ผู้ถูกประหารดิ้น ที่ประหารจะทำเป็นพิเศษ มีกระจกดูจากภายนอกได้ชัดเจน วิธีนี้ในทวีเอเชียไม่นิยมใช้ เพราะเสียค่าใช่จ่ายในการทำห้องและเก้าอี้ประหารสูง และต้องระมัดระวัง

4 การเข้าห้องแก๊ส (Lethal Gas or Gas Chamber)



วิธีการประหารโดยการเข้าห้องแก๊ส เป็นการวิวัฒนาการมากจาการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า เนื่องมาจากมีนักอาชญาวิทยาหลายท่าน เห็นว่าการการประหารด้านการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้านั้นจะทรมานมาก ถ้าในรายที่นักโทษที่มีร่างการแข็งแรง มีความอดทน ต่อต้านพลังไฟฟ้าได้สูงกว่าจะสิ้นใจตายก็จะเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ถูกประหารทรมานมาก จึงคิดค้นวิธีการประหารที่ทรมานน้อยที่สุดขึ้นมาใช้ โดยการประหารด้วยการรมควันแก๊สขึ้นมาใช้แทน

 

 

5)การฉีดยา (Injection)


 

ในทางปฏิบัติประเทศที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีสูง เช่น ในสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ เช่น รัฐยูทาห์ มีการเปิดโอกาสให้นักโทษประหารเลือกวิธีที่จะถูกประหารได้ว่าต้องการตายแบบไหน และในปัจจุบันได้มีการนำวิธีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยา (น้ำเกลือผสมสารเคมี) มาใช้ประหารชีวิตนักโทษโดยนักโทษสมัครใจ ปรากฏว่าวิธีการฉีดยานี้นักโทษแสดงอาการทรมานน้อยการวิธีประหารอื่นๆ ในอเมริกานักโทษเลือกที่จะถูกประหารด้วยวีนี้มากที่สุด (ประเทศไทยใน ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการฉีดยาแทน ตามมาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖)

6 ตัดหัว

    ยังมีใช้อยู่ 3 ประเทศ ได้แก่ คองโก ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรดส์

7 ใช้หินขว้างให้ตาย

      ยังใช้อยู่ 6 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย ซูดาน สหรัฐอาหรับเอมิเรดส์สหรัฐ อัฟกานิสถาน และอิหร่าน

สำหรับนักโทษประหารที่เป็นหญิงซึ่งกำลังตั้งครรภ์ในขณะที่จะถูกประหารนั้นกฎหมาย

ในหลายประเทศเกือบทั่วโลกจะมีการผ่อนผันให้รอการประหารไว้จนกว่าจะคลอดบุตรเสียก่อน

นอกจากนี้ในรายที่นักโทษประหารเป็นโรคจิตวิกลจริต ก็จะรอการประหารไว้จนกว่าอาการวิกลจริตจะทุเลาหรือหาย (แล้วแต่กฎหมายแต่ล่ะประเทศ)

แนวความคิดฝ่ายสนับสนุนให้ใช้โทษประหารชีวิต

1) การประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่แก้แค้นทดแทน อันสาสมกับความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา และการกระทำที่ร้ายแรงถึงทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต อันเป็นสาเหตุอุกฉกรรจ์ โดยถือหลักที่ว่า เมื่อฆ่าผู้อื่นตาย ผู้ฆ่าควรถูกฆ่าให้ตายตกไปตามกันจึงจะสาสมเป็นการตอบแทนให้แก่ผู้ตายและญาติครอบครัวของผู้ตาย

2) ทำให้เกิดการยุติธรรมในสังคม และเป็นการถูกต้องชอบธรรม

3) ทำให้เกิดการเกรงกลัวมิให้เอาเยียงอย่าง

4) เป็นการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยด้วยการกำจัดอาชญากรโดยเด็ดขาด เป็นการลดอาชญากรรมที่ได้ผลแน่นอน

5) การมีโทษประหารชีวิตทำให้ผู้กระทำผิดร้ายแรง ยอมรับสารภาพเมื่อถูกจับกุมและสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งเป็นผลดีแก่รูปคดีและการพิจารณาของศาล เพราะการรับสารภาพจะเป็นเหตุบรรเทาโทษ ฉะนั้นโทษประหารชีวิตจึงมีส่วนเอื้ออำนวยในการสืบหาข้อเท็จจริงแห่งคดี

6) การมีโทษประหารชีวิตจะทำให้ผู้กระทำผิดยับยั้งในการกระทำรุนแรงแก่ผู้อื่นถึงชีวิต เพราะหากทำให้ผู้อื่นตายตนเองก็จะถูกประหารด้วย

7) โทษประหารชีวิตจำเป็นต้องมีอยู่ในกฎหมายอาญา และการที่จะลงโทษประหารแก่ผู้กระทำผิดคนใดนั้น ศาลย่อมต้องพิจารณาถึงลักษณะความรุนแรง และประเภทแห่งการกระทำผิดประกอบกันไปเสมอโดยรอบคอบ

8) การลงโทษประหาร เป็นการช่วยบรรเทาและผ่อนภาระแก่รัฐในการที่จะต้องควบคุมนักโทษเด็ดขาดคดีอุกฉกรรจ์

เป็นเวลานานหลายสิบปีอันเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายของรัฐซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ควรนำเงินดังกล่าวไปใช้พัฒนาประเทศที่จำเป็นจะมีประโยชน์แก่ส่วนร่วมมากกว่า

นอกจากนี้ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดเหล่านี้ เพราะนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เหล่านี้ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือ 20 ปี ส่วนใหญ่ก็จะคิดคบหลบหนีแหกคุกตลอดเวลา จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและเสี่ยงตายมากตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครียดมาก

9) การลงโทษประหารเป็นการยับยั้ง การกระทำและลดอาชญากรรมอย่างเด็ดขาดโดยสิ้นเชิง คือเป็นการตัดตัวก่อเหตุให้หมดไป

นักอาชญาวิทยา นักสังคม และนักวิชาการสาขาต่างๆที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้แสดงความคิดเห็นสนับสนุนโทษประหารชีวิตว่าจำเป็นต้องมีอยู่ในกฎหมายอาญา เช่น

เซอร์ เจมส์ สเตฟิน (Sir James Stephen) นักอาชญาวิทยาที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนโทษประหารชีวิตว่า “ไม่มีบทลงโทษอื่นใดที่จะมีผลยับยั้งบุคคลมิให้กระทำผิดทางอาญาเท่ากับโทษประหารชีวิต”

บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมฝ่ายสนับสนุน ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโทษประหารชีวิตควรมีอยู่เชื่อมั่นว่าการที่จะพิจารณา

ลงโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำผิดรายใดนั้น ย่อมต้องผ่านการพิจารณาไตรตรองอย่างรอบคอบแล้ว

ผู้พิพากษาทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงการสั่งลงโทษประหารชีวิต ผู้พิพากษาอังกฤษถือคติว่า

“ปล่อยคนผิด 100 คนดีกว่าประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว” คตินี้เลยเป็นสุภาษิตคติของผู้พิพากษาทั่วโลก

ฝ่ายคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต


มีเหตุผลสำคัญสรุปได้ดังนี้

1) ด้านความคิดที่ว่าโทษประหาร ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายว่าย่อมเทียบไม่ได้เลย

กับคุณค่าแห่งการมีชีวิติยู่ของบุคคล การลงโทษประหารเป็นการลดคุณค่าศักดิ์ศรีและหลักธรรมแห่งมนุษย์

2) การลงโทษประหาร มิใช่เป็นการยับยั้งข่มขู่ไม่ให้ผู้อื่นกระทำผิดเสมอไป เพระเมื่อเทียบสถิติฆาตกรรมในประเทศที่ยกเลิกโทษประหารกับประเทศที่ใช้โทษประหาร ปรากฏว่าในประเทศที่ใช้โทษประหารสถิติฆาตกรรมก็ยังมิได้ลดลงแต่ประการใด และประเทศที่เลิกการใช้ประหารบางประเทศกลับมีสถิติคดีฆาตกรรมลดลง

3) การลงโทษประหารขัดกับหลักทัณฑวิทยา เพราะวัตถุประสงค์ของการลงโทษนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขดัดนิสัยให้กลับตัวเป็นคนดีมิใช่การแก้แค้น

4) การลงโทษประหารถ้าเกิดความผิดพลาดไม่มีทางแก้ไข

5) เป็นการฆ่าอย่างเลือดเย็น ทำให้จิตใจเสื่อมเสีย

มีนักอาชญาวิทยาหลายคน มีความเห็นว่า ผู้ที่จะก่อคดีฆาตกรรมสยองขวัญ ไม่มีใครเคยคิดไว้ก่อนลงมือกระทำความผิดเลยว่าจะถูกจับได้แล้วถูกลงโทษประหาร

สรุป เป็นที่น่าสนใจว่าในปัจจุบันทุกประเทศในโลกมีสถิติการลงโทษประหารชีวิตน้อยลงเป็นลำดับ แต่ขณะเดียวกันก็มีบางประเทศที่เลิกใช้โทษประหารแล้วแต่กลับนำมาใช้ใหม่ในกรณีที่เป็นอาชญากรร้ายโหดเหี้ยมมาก สำหรับประเทศไทยสถิติการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตมีจำนวนน้อยมากจะใช้โทษประหารเฉพาะแต่กรณีที่

กระทำผิดรุนแรงและก่อความเสียหายแก่สังคมอย่างยิ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ เมืองไทยยังเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่ต้องโทษประหารชีวิต ทูลเกล้าถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษตามควรแก่กรณี

ประเทศที่ยก โทษประหารชีวิตนั้นมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ แต่ในทางปฏิบัติมีการประหารค่อนข้างน้อย

เสียงของสหประชาชาติ

    "การยกเลิกโทประหารชีวิตโดยสิ้นเชิงช่วยเพิ่มพูนศักดิ์ศรีความเป็นความมนุษย์และพัฒนาการสิทธิมนุษย์ชน...มาตราการทั้งปวงในอันที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตถือเป็นความก้าวหน้าในการใช้สิทะแห่งชีวิต"

     

ข้อคัดค้านโทษประหารชีวิต

1. ไม่มีมนุษย์หรือคนกลุ่มใดที่สามารถอ้างสิทธิทำร้ายผู้อื่นหรือคร่าชีวิตผู้อื่นถึงตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใด

     ชีวิตเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน และเป็นสิทธิที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ขณะเดียวกันความยุติธรรมไม่ใช่เครื่องชั่งหรือวัดความเท่าเทียมว่า หนึ่งชีวิตที่เสียไปนั้นต้องได้รับการชดใช้ด้วยอีกชีวิตหนึ่ง ความเข้าใจที่ว่าชีวิตต้องแลกคืนด้วยชีวิตนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะว่าการประหารชีวิตเป็นการทำลายชีวิตอย่างโหดร้าย ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์และอาจประหารผิดคนได้

2. บางครั้งผู้บริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตและไม่มีหนทางชดใช้

     ทางนิติวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นว่า มีการตัดสินลงโทษประหารผิดคนมากขึ้น มีหลายกรณีที่ผู้ต้องโทษและถูกประหารชีวิตนั้น กระทำผิดข้อหาฆาตกรรมจริง แต่มีเหตุแวดล้อมที่ระบุชัดเจนว่าเขาเหล่านั้นไม่ควรต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต ความผิดพลาดอันเป็นธรรมชาติขิองมนุษย์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้หากคนที่ได้รับโทณประหารชีวิตนั้นเสียชีวิตไปแล้วมีคนบริสุทธิ์เสียชีวิตไปแล้วกี่ราย? อาจจะ 7-10% ซึ่งอันที่จริงไม่ควรเกิดขึ้นเลยแม้แต่รายเดียว

3. ข้อโต้แย้งที่ว่าการประหารชีวิตเป็นมาตราการปรามอาญากรรมร้ายแรงได้นั้นเป้นข้อสันนิษฐานที่ขาดพื้นฐานรับรอง

    ความเปลี่ยนแปลงของสถิติอาชญากรรมเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ซับซ้อน ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่อัตตราฆาตกรรมลดลงก็มี ปละความแปลงในระยะยาวเป็นไปได้ว่าอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้

4. เชื่อกันว่าโทษประหารชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นที่สร้างความพอใจให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่ต้องการให้อาชญากร จบชีวิตด้วยการชำระหนี้เลือด

    การให้ผู้กระทำความผิดนั้นต้องตายตกไปตามกันนั้นไม่ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนและไม่ควรนำมาใช้คำนวนกันแบบเลขคณิต

5. ทุกคนต้องได้รับความยุติธรรมความเท่าเทียมกัน

    แต่ในความเป็นจริงไม่มีความเท่าเทียมกันในการตัดสินลงโทษประหารชีวิต จะเห็นได้ว่าคนจน คนไม่มีความรู้และชนขั้นล่างสุดของสังคม มีโอกาสที่จะต้องโทษนี้ได้มากที่สุด จึงเห็นได้ว่าคนที่รวยกว่า คนที่มีการศึกษามากกว่า หรือมีฐานทางสังคมดีกว่า มักจะรอดจากโทษประหารชีวิตเสมอ

ศาสนาและโทษประหารชีวิต

    ประเด็นทางศีลธรรมเป็นหัวใจของทุกศาสนาและศาสนาควรมีอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่องการประหารชีวิต อย่างไรก็ดี ทำนองเดียวกันกับสงคราม เราคาดการณ์ได้ว่าคำสอนในโลกอุดมคติกับการปฏิบัติในโลกความเป็นจริงมันคนล่ะเรื่องกัน

แหล่งข้อมูลจาก
1.หนังสือประกอบการเรียน อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง

2.โทษประหารชีวิต,สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.),สถานทูตอังกฤษ

3.รายงานสัมนาระดับชาติการลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย,สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ภาพประกอบตามอินเตอร์เน๊ต

ลิ้งเป็นภาษาอังกฤษที่ http://deathpenaltythailand.blogspot.com ของ สสส.

 

ผู้จัดทำ:นายอรรถพล อรรถโกวิท

5031601682 section 1

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โทษประหารชีวิตเป็นโทรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ซึ่งมาตรา 18 บัญญัติมาเพื่อรองรับมาตรา 2 วัตถุประสงค์ของการมีโทษดังกล่าวก็เพื่อให้ผู้ต้องหานั้นลาบจำ เพราะฉะนั้นการที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้นไม่จำเป็นเลย เนื่องจากบทกฎหมายที่กำหนดโทษประหารชีวิตนั้นก็มีอยู่หลักๆ คือเรื่องฆ่า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อต้องโทษประหารชีวิตจริงๆ ก็ยังมีการรอพระราชทานอำยโทษอยู่ดี เพราะฉะนั้นเปอร์เซ็นของการที่จะถูกประหารชีวิตจริงๆ คงมีอยู่ไม่มาก แต่ถ้าได้ตัดโทษประหารชีวิตออกไปเลย ทั้งนี้อาจทำให้ผู้ที่กระความผิดนั้นไม่กลัวการได้รับโทษเนื่องจากโทษที่ได้รับก็ไม่ได้ทำให้ถึงตาย อาจจะมีการไตรตรองในการกระทำความผิดได้ง่ายขึ้น

#1 By benzoates (61.90.192.134) on 2008-06-18 10:36

* พระราชทานอภัยโทษ (แก้ไขที่พิมพ์ผิดง่ะ)

#2 By (61.90.192.134) on 2008-06-18 10:37

ยก เลิก โทษ ประ หาร ไม่ ดี ม้าง

คน ก็ ไม่ เกรง กลัว กฎ หมาย ซิ

บท ลง โทษ ประ เทศ ไทย อ่อน มาก คน มัน ถึง ไม่ เกรง กลัว กัน

http://www.thai2day.blogspot.com/

#3 By Thailand@Today (222.123.69.17) on 2008-06-30 22:05

สังคมสูญเสียคุณค่าพื้นฐานของความเป็นคนไป เนื่องจากหันไปใช้กฎหมายในการแก้ปัญหา ยิ่งมีกฎหมายมากเท่าใด ยิ่งแสดงให้เห็นถึงอาการป่วย หรือความตกต่ำทางศีลธรรม ของสังคมเพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น
เพราะกฎหมาย มีแต่การห้ามไม่ให้กระทำเป็นสำคัญ

#5 By คนชายขอบ (202.28.47.15) on 2008-07-24 12:52

ผมไม่เห็นด้วยนะ ดูจากปัจจุบันนี้ ขนาดมีโทษประหารชึวิต คนยังทำไม่ดีเยอะมากจนคุกไม่พอขัง ถ้ายกเลิกโทษประหาร คนชั่วคงเกลื่อนเมืองละ ค้าบ.......

#6 By Utok (202.28.47.15) on 2008-07-24 13:26

ไม่เห็นด้วยนะ ดูจากปัจจุบันนี้ ขนาดมีโทษประหารชึวิต คนยังทำไม่ดีเยอะมากจนคุกไม่พอขัง ถ้ายกเลิกโทษประหาร คนชั่วคงเกลื่อนเมืองละ ค่ะ.......surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile

#7 By น้ำฝน (124.120.88.13) on 2008-07-24 13:31

ไม่ควรที่จะยกโทษประหาร
เพราะถ้ายกเลิก คนที่ทำผิด อย่างมากก็แค่ติดคุก
แต่ควรที่จะเปลี่ยนวิธีการประหารชีวิต จากวิธีที่น่ากลัว(เกินไป) ให้กลายเป็นเบาบางลง
เพราะอย่างน้อย คำว่า ดทษประหารชีวิต น่าจะสร้างความแข้งแรงให้กับกฤหมายไทยได้ไม่มากก็น้อย

#8 By Teparak (61.7.172.228) on 2008-07-24 13:38

โทษประหารหรอ
สำหรับเราคิดว่า วิธีที่ทำให้ทรมาณน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นวิธีฉีดยานั้นแหละ แต่สำหรับเพื่องการยกเลิกโษประหารนั้นอ่ะ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรยกเลิกดีหรือไม่ มันก็น่าคิดเนอะ เพราะว่าโทษประหารอ่ะ เป็นโทษที่รุนแรงมาก แต่ถ้าไม่มีโทษประหารเลย เปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตอ่ะ มันก็เปลือง งบประมาณของประเทศ จริงๆ เพราะนักโษ ตอนนี้ก็มีเยอะแยะมากมายอ่ะ แต่ จริงๆแล้วปัจจุบันตามเรื่อนจำต่างๆ ก็ได้มีการสอบอาชีพให้แก่นักโทษ ผลิตของใช้หลายๆอย่างออกมาจำหน่ายน่ะ เราว่าก็น่าจะเอา รายได้ส่วนนั้นๆ อ่ะ มาใช้ในการ ดูแลนักโทษก็จะดีน่ะ เป็นการประหยัด งบของประเทศ แล้วก็เป็นการสร้างอาชีพ แก่นักโทษ ด้วย พอพ้นโทษแล้ว ก็จะได้ไม่เป็นภาระแกสังคม ไม่ก่อให้เกิดปัญ หาแกสังคมอีกต่อไป

#9 By doraemon@MFU (118.173.255.160) on 2008-07-24 13:39

ไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าถ้ายกเลิกดทษประหารชีวิต คนจะทำผิดกันมากขึ้น โทษจำคุกสมัยนี้ติดไปสองสามปี ก็ได้รับอภัยโทษบ้าง เหลือครึ่งเดียวบ้าง คนเลยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

#10 By *-* (118.172.66.253) on 2008-07-24 13:40

ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิต
ในเมื่อมีบทลงโทษที่ร้ายแรงขนาดนี้แล้ว
คนยังไม่เลิกที่จะทำผิด ก็อยากให้ใช้ต่อไป
และอยากให้มเปลี่ยนบทลงโทษในความผิดอื่นๆ
ให้ร้ายแรงยิ่งขึ้น เพื่อคนจะได้ไม่อยากทำความผิดอีก

#11 By NoName (202.28.47.15) on 2008-07-24 13:42

ความคิดเห็นส่วนตัวนะ
ที่ไม่ต้องการให้มีโทษประหารชีวิต เราเพราะเหตุที่ว่า ...
4) การลงโทษประหารถ้าเกิดความผิดพลาดไม่มีทางแก้ไข
ข้อนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจเป็นเพียงแค่ตัวอักษร!! ข้อผิดพลาดไม่ว่าเล็กน้อย หรือใหญ่หลวง มันก็คือข้อผิดพลาด ดังนั้น ข้อ 4 มิอาจเอามาเป็นเหตุในการไม่สนับสนุนไม่ให้มีโทษประหารชีวิต
....
ข้อที่ 5) เป็นการฆ่าอย่างเลือดเย็น ทำให้จิตใจเสื่อมเสีย..
การฆ่าอย่างเลือดเย็นหมายความว่าอย่างไร
การประหารชีวิต จำเป็นต้องกระทำอยู่เป็นอาจิณ หรือ

สรุป เห็นด้วยที่ควรต้องมีโทษประหารชีวิต
(สำหรับลงโทษ บุคคลที่กระทำความผิดอันร้ายแรง จนไม่สมควรให้ได้รับการให้อภัยจากสังคม ซึ่งเป็นการกระทความผิดที่มาจากสันดานดิบ ที่ฝังรากลึกในจิตใจ จนไม่สามารถใช้การลงโทษใดขัดเกลาได้)



#12 By นางมารร้าย (202.28.47.15) on 2008-07-24 13:46

แล้วถ้าเกิด ว่านักโทษเค้าทำผิดแบบไม่หน้าให้อภัย แล้วเรากับทำโทาเค้ายังไงหละครับ
แต่ผมว่ากับยกเลิกมันก็ดีเหมือนกันนะครับ

#13 By เมย์ (124.120.77.240) on 2008-07-24 13:49

การประหารชีวิต เป็นการลงโทดที่โหดร้ายจริงๆ
ยิ่งในอดีตการประหารชีวิต โหดร้ายมากๆ


เป็นเรื่องดีถ้าจะยกเลิกการประหารชีวิต
แต่ถ้าให้คิดอีกแง่มุมนึง
คนที่ทำผิดอย่างมหันต์ ก้อไม่มีบทลงโทษที่เหมาะสทและสมควรกับพวกชั่วมากๆๆ

ถ้ามีวิธีลงโทษที่ดีกว่าและทำให้นักโทษสำนักได้ก็ควรยกเลิก

แต่ถ้าไม่มีก็ควรให้มีการลงโทษแบบนี้ต่อไป
แต่ต้องให้นักโทษทรมานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

#14 By armmie* (202.28.47.15) on 2008-07-24 14:06

มองใน มุม ของ นักสิทธิมนุษยชน

ทุกชีวิต มี คุณค่าใน การที่ จะดำรงอยู่เสมอกัน

แม้ว่า เขา ผู้ นั้นจะเป็นผู้ ที่กระทำผิด

การ ลงโทษประหาร จึงดูเป็นการแก้ ที่ปลายเหตุ

โหดร้าย ทำลายซึ่งศักดิ์ศรี ของบุคคล

ควรแก่การ ยกเลิก



แต่ถ้ามอง อีก แง่นึง

การประหาร ก็เป็นเรื่องดี

โทษ รุนแรง คน เกรงกลัว

ก็ไม่ เกิด การ กระทำความผิด




#15 By pioggia (202.28.47.15) on 2008-07-29 23:17

ควรให้มีโทษประหาร แต่ต้องรัดกุมและระมัดระวังในการตัดสินค่ะ

#16 By p' jai (58.8.121.107) on 2008-08-07 11:10

ไม่ควรยกเลิกนะ เพราะว่าไม่งั้นจะมีคนทำผิดมากกว่านี้

#17 By (202.28.47.15) on 2008-08-16 22:08

ใช่ๆๆๆสมควรที่จามีต่อไป

เพื่อให้ไม่มีใครกล้ากระทำผิด

เห็นด้วยเพราะยังงัยวิธีนี้ก็มีมานานแล้ว

#18 By (202.28.47.15) on 2008-08-31 11:52

ยตตนระนรถสั่พำพำพะนสั่

#19 By จีแงะ (118.172.210.133) on 2008-09-13 15:04

ผมเห็นด้วยครับ : แม้บุคคลนั้นจะทำผิดข้อหาอะไรก็แล้วแต่ ก็ให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน แต่ ผู้ที่จะตัดสินคดีนั้น ต้องมีความยุติธรรม เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ลำเอียง และขึ้นตรงกับใครซึ่งจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขในภายภาคหน้า
***ยกเว้น กรณีที่ทำความผิดด้วยเจตนาอันเเจ้ง / หรือกระทำผิดซ้ำซาก ยินดีครับ เพราะ การปกครองคนบางครั้งก็ต้องตัดสินให้เด็ดขาดบ้าง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง
และลดโทษให้กับผู้ประพฤติดีบ้างเพื่อเป็นแบบอย่าง

ข้อความสั้นๆ หวังว่าคุณคงรับฟังนะครับ

ด้วยความเคารพ

#20 By W.A.N(อิสลาม) (202.28.66.23) on 2008-10-04 14:32

น่าสงสานคนที่ประหารนะ แต่ก็ต้องทำหนะsad smile tongue

#21 By minami_su (119.46.55.74) on 2008-11-25 11:30

เอาซิครับเอาเลย คุณจะยกเลิกโทษประหารอะไรก็เอาเลยแต่คุณจงจำและพึงระลึกไว้เสมอว่า หากญาติหรือพ่อหรือแม่หรือพี่น้อง คนที่คุณรัก ของคุณถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ ถูกลบหลู่อย่างถึงที่สุด คุณก็จงอย่าโกรธและให้อภัยแก่นักโทษและคุณก็ต้องทำใจถ้าคุณยังเห็นนักโทษคนนั้นหัวเราะร่า ยิ้มบานแช้ง หลัวจากที่เขากระทำความผิดแล้ว

หากคุณทำได้อย่างนี้ได้ อยากจะยกเลิกหรือปล่อยคนทำผิดออกมา อะไรก็เอาเถอะ

หากคนคิดว่าอยากยกเลิกการประหาร เท่ากับว่า คุณกำลังส่งเสริมให้คนทำความเลวยิ่งขึ้นในสังคม

#22 By ไม่จำเป็น (58.9.34.75) on 2009-06-13 18:38

งี้ก็ดีเลยซิครับ ถ้าผมอยากจะฆ่าใครผมก็ทำได้อย่างสะใจสบายใจไม่ต้องกลัวโดนประหารอีกแล้ว อยากจะข่มขืนเด็กสาว หรือ สาวคนไหนก็ทำอย่างสะใจได้เลยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกประหาร แหม ประเทศนี้มันช่างดีจริงๆเลยครับผมล่ะถูกใจเป็นที่สุดเลย ดีเลยครับดีเลย ผมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ถ้าเค้ายกเลิกเมื่อไหร่ก็บอกด้วยนะครับ ผมจะได้ลงมือได้อย่างสบายใจซะที

ที่ผ่านมาก็ต้องทนกลัวกับโทษประหารซะตั้งนาน

#23 By ถ้าคิดว่าดีคุณก็ทำเลยซิ (ถ้ามีสมองนะ) (58.9.34.75) on 2009-06-13 18:44

1.การประหารไม่ใช่การลงโทษคนทำผิด การประหารเป็นการล้างแค้นคนทำผิด

2.หากมีการตัดสินผิดพลาด คนบริสุทธิโดนประหารไปแล้ว นั้นก็หมายความว่า กลุ่มคนที่สนับสนุนการประหารชีวิต ผู้พิภาคสา ตำรวจ และ นักการเมืองที่ออกกม. นั้นมีส่วนร่วมในการ ฆ่าคน กลุ่มคนเหล่านี้ก็ควรได้รับโทษทางกม. แต่ในความเป็นจริง กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยได้รับโทษ ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางกม.
กม.ของประเทศที่ยังมีการประหารชีวิต จึงถูกทำร้ายบรรทัดฐาน และ ความเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กมในประเทศ.

3.คนที่มีความเกรียดโกรธมากๆ สามารถทำร้ายชีวิตของผู้อื่นได้โดยไม่เกรงกลัวโทษประหารชีวิต ดังนั้นความคิดที่ว่าการประหารสามารถทำให้คนกลัว และ ไม่การทำผิด นั้นไม่มีความถูกต้อง

4.ประเทศญี่ปุ่นมีคนที่ต้องการฆ่าตัวตาย แต่ไม่กล้าทำร้ายชีวิตตัวเอง จึงเลือกฆ่าคนอื่นและสารภาพกับตำรวจ และเรียกร้องโทษประหารให้กับตัวเอง นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่บอกอย่างชัดเจนว่า การประหารไม่สามารถทำให้คนกลัว และไม่สามารถทำให้คนหยุดพฤติกรรมผิดกม.ได้ ซ้ำร้ายยังเป็นตัวเร่งให้คนทำผิดมากขึ้น ในบางกรณี

5.เราไม่สามารถนำ กม.ที่ส่งเสริมความรุนแรงด้วยการฆ่าคน มาเป็นเครื่องมือในการหยุดความรุ่นแรงในสังคมได้

#24 By passing by (220.218.147.253) on 2009-06-16 14:18

คนทุกคนต้องเข้าใจ ไม่คิดฆ่าผู้อื่นและตนเอง ยกเลิกโทษประหารให้ทุกคนเข้าใจ ขออวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพร่ายกายแข็งแรงตลอดไป มีอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า บ้านอยู่อาศัยที่สวยงาม

#25 By คนดี (210.86.209.20) on 2009-06-26 17:17

ยกเลิกกฎหมายการประหารชีวิต

#26 By คนดี (210.86.209.20) on 2009-06-26 17:21

ยกเลิกโทษประหารชีวิต ทุกคนจำใส่สมอง เข้าใจ ประฎิบัติ

#27 By คนดี (210.86.209.20) on 2009-06-26 17:30

ยกเลิกโทษประหารชีวิต ทุกคนจำใส่สมอง เข้าใจ

#28 By คนดี (210.86.209.20) on 2009-06-26 17:32

ยกเลิกโทษประหารชีวิต ทุกคนจำใส่สมอง เข้าใจ

#29 By คนดี (210.86.209.20) on 2009-06-26 17:33

ยกเลิกโทษประหารชีวิต ทุกคนจำใส่สมอง เข้าใจ ตลอดชีวิต

#30 By คนดี (210.86.209.20) on 2009-06-26 17:35

ไม่ควรยกเลิกโทษประหาร...โทษประหาร มีใว้สำหรับความผิดขั้นร้ายแรง ซึ่งผู้ที่ต้องโทษนั้น ก่อคดีร้ายแรง เช่น ฆ่าคนตาย ฯลฯ แล้วคนที่ฆ่าผู้อื่นตาย สมควรให้มีชีวิตอยู่ต่อหรือ ... (พ่อผมถูกฆาตกรรมชิงทรัพย์ ปัจจุบันฆาตกรอยู่ในคุก รอการถูกปล่อยตัว) ไม่เจอกับตัว ไม่รู้หรอกว่ารู้สึกอย่างไร .... เลิกเรียกร้องให้ยกเลิกการประหารเถอะ

#31 By krung (125.24.93.106) on 2009-06-30 17:26

เห็นด้วยกับกระทู้ที่ 23 (มากๆ)

#32 By krung (125.24.93.106) on 2009-06-30 17:30

ปล.คนที่ฆ่าพ่อผม เคยก่อคดี ฆ่าชิงทรัพย์มาก่อนหน้านี้แล้ว คนที่สนับสนุนให้ ยกเลิกโทษประหาร ระวังใว้เถอะ มันเคยออกมาจากคุกแล้วครั้งนึง ถ้ามันออกมาอีก คุณอาจเป็นรายต่อไป

#33 By krung (125.24.93.106) on 2009-06-30 17:32

การให้อภัยกันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ในปัจจุบันนี้คนทำชั่วกันเยอะมากส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะความไม่น่ากลัวของบทลงโทษของกฏหมาย ตัวอย่างของการทำความผิดแล้วมีหลักฐานชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง ผู้ทำความผิดสามารถประกันตัวออกมาลอยนวลอยู่ได้สบาย ความจริงแค่ถ้ากฎหมายห้ามประกันตัวไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด ฆาตกรรม ฉ้อโกง หรือคดีอื่น ๆ ให้ติดอยู่ในห้องขังเบื้องต้นจนกว่าศาลชั้นต้นจะพิจารณาแล้วเสร็จก็ยังดี (ถ้าพิจารณาแล้วผิดก็ให้อยู่ในคุกต่อจนศาลต่อ ๆ ไปจะพิจารณา) เชื่อว่าคนก็จะกลัวกันแล้วหล่ะ คือส่วนตัวก็ยังคิดว่าคนทำผิดก็ควรถูกลงโทษแต่ก็ไม่ต้องถึงกับประหารหรอกเพราะอย่างไรกฎแห่งกรรมก็จะลงโทษผู้นั้นเองอยู่แล้ว

#34 By กฤษสิรี (118.173.45.160) on 2009-08-26 14:02

อย่าปกป้องคนชั่ว เลยนักมนุษยชนหางานอย่างอื่นทำดีกว่า ท้าพวกคุณออกมาให้ยกเลิก ผมจะหาเพื่อนที่มีอุดมกาณ์ออกมาต่อต้านพวกคุณ pangkung_aof29@hotmail.com

#35 By ออฟไซ้ (202.149.25.197) on 2009-08-28 12:35

ไม่ควรยกเลิก ควรประหารให้โหดด้วยจะได้กลัวเกรงกฎหมายกันบ้าง เดี๋ยวนี้คนทำผิดอายุน้อยลง คุณๆที่อยากให้ยกเลิกโทษประหาร ชีวิต ถ้าหากคุณโดนทำร้ายหรือญาติพี่น้องโดนฆ่า คุณจะรู้สึกอย่างไร
อ๋อ ลืมไปบางคนเขาใจดีเป็นนางฟ้า

#36 By PAULA YOUNG (202.47.230.10) on 2009-08-30 13:30

xfvfdfbfsvdfrfsdfe

#37 By wasdsd (203.158.136.120) on 2009-09-03 14:42

สมมุติว่ามีคนมาฆ่าคนในครอบครัวคุณแล้วคนในครอบครัวคุณตาย ไอคนที่ฆ่าคนในครอบครัวคุณมันแค่ติดคุก
ไม่กี่ปี หรือไม่ก็ตลอดชีวิต คิดดูเอา ยุติธรรมไหม

ชีวิตต้องล้างด้วยชีวิต

#38 By ยุติธรรม (124.121.130.106) on 2009-09-04 23:08

Very nice site!

#39 By euweueer (217.150.45.69) on 2009-09-29 14:57

มีไว้นะแหละดีแล้ว ถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าทำผิดอย่างร้ายแรงโดยเจตนามันก็น่าโดนไม่ใช่เหรอ ถ้าพวกพิทักษ์สิทธิมนุษยชนอ้างว่า ไม่มีใครมีอำนาจที่จะล่วงละเมิดสิทธิในการมีชีวิตของคนอื่นได้ แล้วไอ้ที่มันก่อคดีฆ่าข่มขืนกลางวันแสกๆแถมกลางเมืองหลวงเนี่ย อยากรู้ว่าถ้าเป็นพวกเรียกร้องสิทธิมนุษยชนทั้งหลายโดนแบบนั้นบ้างยังจะทำตัวเป็นผู้มีจิตใจสูงให้อภัยมันได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าสักแต่เรียกร้อง กระบวนการยุติธรรมต่างหากที่สำคัญทำอย่างไรจะไม่ลงโทษผิดตัว ไม่จับแพะ

#40 By LawMan (125.26.192.103) on 2009-10-11 11:35

ประหารดีแล้ว นักโทษร้ายแรงอื่นๆด้วย
ถ้าไม่ประ หารเปลืองข้าว สุก ไม่น่าไว้ทำพันธุ์เลย
คนที่ค้ายา มันมีเงินมหาสารเลยและ ขนาดอยู่ในคุก
ค้าขายได้ ผู้คุมเป็นลุกจ้างเท่านั้นและเอ้ย...
ประเทศไทย เอ้ย....
ถืงว่า มีเงินมีทอง อยู่ที่ไหนๆก้สวรรค์

#41 By รงค์ (58.8.236.129) on 2009-10-11 11:42

ไม่เห็นด้วยเป็ยอย่างยิ่งในการยกเลิกโทษประหารชีวิต
เพราะในคดีอาชญากรรมผู้กระทำความผิดได้ฆ่าผู้อื่น ผู้กระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษคือถูกประหารชีวิตตามไปด้วย
อีกกรณี เชื่อกันว่าโทษประหารชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นที่สร้างความพอใจให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
และครอบครัวของผู้ถูกกระทำล่ะ...เข้าไม่เสียใจที่คนในครอบครัวของเขาถูกคนอื่นฆ่าหรอ

#42 By 123 (58.11.45.75) on 2009-10-11 21:44

ทุกวันนี้บ้านเมืองเราก็มีแต่คนเลวที่ไม่เกรงกลัวกฏหมายเล๊ย
แล้วถ้าไม่มีโทษประหาร จะขนาดไหน
ไม่เห็นต้องคิดไรมากเลย นึกภาพออกกันอยู่แล้ว

#43 By pipe (118.172.124.232) on 2009-10-15 22:53

ไม่เข้าใจ ทำไมต้องยกเลิก ไอ้พวกสิทธิมนุษยชนทั้งหลายทำไมต้องไปนึกถึงสิทธิมนุษยชนของไอ้พวกคนร้าย คนที่มันมีเจตนาทำร้ายผู้อื่นให้ถึงตาย ทำร้ายสังคมให้พิกลพิการอย่างนี้ด้วย ทำไมไม่นึกถึงสิทธิมนุษยชนของผู้เสียหาย ผู้ที่ได้รับผลจากการกระทำของพวกมันบ้าง ทำไมไม่ออกมารณรงค์กัน คิดถึงกันแต่หลักการ แต่เคยคิดถึงความเป็นจริง ต่อความรู้สึกจิตใจของผู้ที่ได้รับผลจากกระทำของพวกมันบ้างหรือป่าวว่าเป็นอย่างไร ไว้ให้มันเกิดกับตัวคุณ กับครอบครัวคุณหรือคนที่คุณรักบ้างคุณจะได้รู้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ทำไมไม่ปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกของมันเอง มาแก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุจริงเกิดจากปัญหาสังคม ครอบครัวทำไมไม่ออกมารณรงค์คิดหาทางแก้ไข แล้วคิดจะมาแก้ที่ปลายเหตุอย่างนี้แล้วได้อะไร

ทำไมไม่คิดถึงประเทศที่เขาใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง มีศักยภาพจริงๆ หล่ะทำไมเขาถึงมีสถิติอาชญากรรม หรือคดีอื่นๆ น้อยมาก ทำไมไม่คิดกัน จริงๆ แล้วรากเง้าของปัญหาแท้จริงมันอยู่ที่ไหน แล้วแก้มันตรงนั้น ไม่ใช้มาแก้ที่ปลายเหตุอย่างนี้ แล้วเคยคิดทำประชาพิจารณ์กันมั๊ย เอาแต่หลักการกันเอง ถามเอง เออเอง เคยคิดถามประชาชน คนที่เขาได้รับผลจากการกระทำของได้พวกคนเลวทั้งหลายมั๊ยว่า เขาเห็นด้วยมั๊ย ไอ้พวกสิทธิมนุษยชนเฮงซวย ห่วยแตกทั้งหลายเอ่ย มาดูเอาแต่ไอ้ฉากประหาร แต่ไม่ดูที่มาว่าทำไมถึงต้องประหาร ไม่ทราบว่าเอาอะไรคิด ฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมจะประท้วงให้ถึงที่สุด...tongue tongue tongue

#44 By สมควรตาย (125.24.79.201) on 2009-11-24 23:30