การยกเลิกโทษประหารในประเทศไทย ควรรึไม่?
posted on 18 Jun 2008 08:55 by sevenstars61ก่อนอื่นก็ต้องมารู้จักกับ โทษประหารกันก่อน
การลงโทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่พึงใช้ต่อผู้กระทำความผิด
ถือได้ว่าเป็นการลงโทษที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งดำเนินมาตั้งแต่อตีดจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายของการประหารคือ
การกำจัดผู้กระทำความผิดให้พ้นไปจากสังคมด้วยวิธัการฆ่าให้ตาย ความหมายตาม พจนานุกรรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า น. การตี,การฟัน,การล้าง,การผลาญ. ก. ฆ่า,ทำลาย.
(ส.ปฺรหาร; ป. ปหาร). ประหาร ก. ลงโทษฆ่า (กฎ) น. โทษทางอาญาขั้นสูงสุดที่ลงแก่ผู้กระทำความผิดอาญาอุกจกรรจ์ .....
โทษประหารชีวิต (Capital Punishment)
ประมวลกฎหมายอาญา พุทธศักราช 2499 มาตรา 18
ได้กำหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญาไว้ 5 ประการคือ
1 ประหารชีวิต
2 จำคุก
3 กักขัง
4 ปรับ
5 ริบทรัพย์
ปัจจุบันการประหารชีวิตจะดำเนินการโดยมีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติคือ วิธีการประหารต้องไม่เป็นการหารุณโหดร้ายขัดต่อมนุษย์ธรรม ต้องให้ตายเร็วที่สุด และไม่ทำให้ศพถูกทำลายจนน่าเกลียด ทั้งนี้ให้ระยะเวลาที่นักโทษรู้ว่าจะถูกประหารชีวิตจนถึงเวลาลงมือประหารนั้นสั้นที่สุด
ในปัจจุบันวิธีการประหารที่นานาชาติมีใช้อยู่ คือ
1 การแขวนคอ (Hanging)
ในลักษณะเป็นการปกปิด การแขวนคอ ปัจจุบัน ยังคงถือปฏิบัติอยู่ 58 ประเทศ
ได้แก่ ประเทศเครือจักรภพ สหรัฐอเมริกาบางมลรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น อีรัก อีหร่าน อินเดีย ฯลฯ
2 การยิงเป้า (Shooting)

3 การนั้งเก้าอี้ไฟฟ้า (Electrocution)
เป็นการประหารที่นำความเจริญทางเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้นักโทษผู้ถูกประหารทรมานน้อยที่สุด คือตายทันที การประหารด้วยการนั้งเก้าอี้ไฟฟ้า (Electric Chair) นี้นำมาใช้ครั้งแรกในในเรือนจำออร์เบิร์นแห่งนครนิวยอร์ค วิธีนี้จะให้นักโทษนั้นเก้าอี้ซึ่งสามารถผ่านกระแสไฟฟ้าไปสู่ตัวผู้นั่งได้มีเครื่องพันธนาการที่มือและเท้าทั้งสองเพื่อมิให้ผู้ถูกประหารดิ้น ที่ประหารจะทำเป็นพิเศษ มีกระจกดูจากภายนอกได้ชัดเจน วิธีนี้ในทวีเอเชียไม่นิยมใช้ เพราะเสียค่าใช่จ่ายในการทำห้องและเก้าอี้ประหารสูง และต้องระมัดระวัง
4 การเข้าห้องแก๊ส (Lethal Gas or Gas Chamber)

วิธีการประหารโดยการเข้าห้องแก๊ส เป็นการวิวัฒนาการมากจาการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า เนื่องมาจากมีนักอาชญาวิทยาหลายท่าน เห็นว่าการการประหารด้านการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้านั้นจะทรมานมาก ถ้าในรายที่นักโทษที่มีร่างการแข็งแรง มีความอดทน ต่อต้านพลังไฟฟ้าได้สูงกว่าจะสิ้นใจตายก็จะเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ถูกประหารทรมานมาก จึงคิดค้นวิธีการประหารที่ทรมานน้อยที่สุดขึ้นมาใช้ โดยการประหารด้วยการรมควันแก๊สขึ้นมาใช้แทน
![]()

![]()
![]()
5)การฉีดยา (Injection)

ในทางปฏิบัติประเทศที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีสูง เช่น ในสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ เช่น รัฐยูทาห์ มีการเปิดโอกาสให้นักโทษประหารเลือกวิธีที่จะถูกประหารได้ว่าต้องการตายแบบไหน และในปัจจุบันได้มีการนำวิธีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยา (น้ำเกลือผสมสารเคมี) มาใช้ประหารชีวิตนักโทษโดยนักโทษสมัครใจ ปรากฏว่าวิธีการฉีดยานี้นักโทษแสดงอาการทรมานน้อยการวิธีประหารอื่นๆ ในอเมริกานักโทษเลือกที่จะถูกประหารด้วยวีนี้มากที่สุด (ประเทศไทยใน ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการฉีดยาแทน ตามมาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖)
6 ตัดหัว
ยังมีใช้อยู่ 3 ประเทศ ได้แก่ คองโก ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรดส์
![]()
7 ใช้หินขว้างให้ตาย
ยังใช้อยู่ 6 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย ซูดาน สหรัฐอาหรับเอมิเรดส์สหรัฐ อัฟกานิสถาน และอิหร่าน
สำหรับนักโทษประหารที่เป็นหญิงซึ่งกำลังตั้งครรภ์ในขณะที่จะถูกประหารนั้นกฎหมาย
ในหลายประเทศเกือบทั่วโลกจะมีการผ่อนผันให้รอการประหารไว้จนกว่าจะคลอดบุตรเสียก่อน
นอกจากนี้ในรายที่นักโทษประหารเป็นโรคจิตวิกลจริต ก็จะรอการประหารไว้จนกว่าอาการวิกลจริตจะทุเลาหรือหาย (แล้วแต่กฎหมายแต่ล่ะประเทศ)
แนวความคิดฝ่ายสนับสนุนให้ใช้โทษประหารชีวิต
1) การประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่แก้แค้นทดแทน อันสาสมกับความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา และการกระทำที่ร้ายแรงถึงทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต อันเป็นสาเหตุอุกฉกรรจ์ โดยถือหลักที่ว่า เมื่อฆ่าผู้อื่นตาย ผู้ฆ่าควรถูกฆ่าให้ตายตกไปตามกันจึงจะสาสมเป็นการตอบแทนให้แก่ผู้ตายและญาติครอบครัวของผู้ตาย
2) ทำให้เกิดการยุติธรรมในสังคม และเป็นการถูกต้องชอบธรรม
3) ทำให้เกิดการเกรงกลัวมิให้เอาเยียงอย่าง
4) เป็นการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยด้วยการกำจัดอาชญากรโดยเด็ดขาด เป็นการลดอาชญากรรมที่ได้ผลแน่นอน
5) การมีโทษประหารชีวิตทำให้ผู้กระทำผิดร้ายแรง ยอมรับสารภาพเมื่อถูกจับกุมและสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งเป็นผลดีแก่รูปคดีและการพิจารณาของศาล เพราะการรับสารภาพจะเป็นเหตุบรรเทาโทษ ฉะนั้นโทษประหารชีวิตจึงมีส่วนเอื้ออำนวยในการสืบหาข้อเท็จจริงแห่งคดี
6) การมีโทษประหารชีวิตจะทำให้ผู้กระทำผิดยับยั้งในการกระทำรุนแรงแก่ผู้อื่นถึงชีวิต เพราะหากทำให้ผู้อื่นตายตนเองก็จะถูกประหารด้วย
7) โทษประหารชีวิตจำเป็นต้องมีอยู่ในกฎหมายอาญา และการที่จะลงโทษประหารแก่ผู้กระทำผิดคนใดนั้น ศาลย่อมต้องพิจารณาถึงลักษณะความรุนแรง และประเภทแห่งการกระทำผิดประกอบกันไปเสมอโดยรอบคอบ
8) การลงโทษประหาร เป็นการช่วยบรรเทาและผ่อนภาระแก่รัฐในการที่จะต้องควบคุมนักโทษเด็ดขาดคดีอุกฉกรรจ์
เป็นเวลานานหลายสิบปีอันเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายของรัฐซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ควรนำเงินดังกล่าวไปใช้พัฒนาประเทศที่จำเป็นจะมีประโยชน์แก่ส่วนร่วมมากกว่า
นอกจากนี้ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดเหล่านี้ เพราะนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เหล่านี้ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือ 20 ปี ส่วนใหญ่ก็จะคิดคบหลบหนีแหกคุกตลอดเวลา จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและเสี่ยงตายมากตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครียดมาก
9) การลงโทษประหารเป็นการยับยั้ง การกระทำและลดอาชญากรรมอย่างเด็ดขาดโดยสิ้นเชิง คือเป็นการตัดตัวก่อเหตุให้หมดไป
นักอาชญาวิทยา นักสังคม และนักวิชาการสาขาต่างๆที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้แสดงความคิดเห็นสนับสนุนโทษประหารชีวิตว่าจำเป็นต้องมีอยู่ในกฎหมายอาญา เช่น
เซอร์ เจมส์ สเตฟิน (Sir James Stephen) นักอาชญาวิทยาที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนโทษประหารชีวิตว่า “ไม่มีบทลงโทษอื่นใดที่จะมีผลยับยั้งบุคคลมิให้กระทำผิดทางอาญาเท่ากับโทษประหารชีวิต”
บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมฝ่ายสนับสนุน ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโทษประหารชีวิตควรมีอยู่เชื่อมั่นว่าการที่จะพิจารณา
ลงโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำผิดรายใดนั้น ย่อมต้องผ่านการพิจารณาไตรตรองอย่างรอบคอบแล้ว
ผู้พิพากษาทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงการสั่งลงโทษประหารชีวิต ผู้พิพากษาอังกฤษถือคติว่า
“ปล่อยคนผิด 100 คนดีกว่าประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว” คตินี้เลยเป็นสุภาษิตคติของผู้พิพากษาทั่วโลก
ฝ่ายคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต
![]()

มีเหตุผลสำคัญสรุปได้ดังนี้
1) ด้านความคิดที่ว่าโทษประหาร ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายว่าย่อมเทียบไม่ได้เลย
กับคุณค่าแห่งการมีชีวิติยู่ของบุคคล การลงโทษประหารเป็นการลดคุณค่าศักดิ์ศรีและหลักธรรมแห่งมนุษย์
2) การลงโทษประหาร มิใช่เป็นการยับยั้งข่มขู่ไม่ให้ผู้อื่นกระทำผิดเสมอไป เพระเมื่อเทียบสถิติฆาตกรรมในประเทศที่ยกเลิกโทษประหารกับประเทศที่ใช้โทษประหาร ปรากฏว่าในประเทศที่ใช้โทษประหารสถิติฆาตกรรมก็ยังมิได้ลดลงแต่ประการใด และประเทศที่เลิกการใช้ประหารบางประเทศกลับมีสถิติคดีฆาตกรรมลดลง
3) การลงโทษประหารขัดกับหลักทัณฑวิทยา เพราะวัตถุประสงค์ของการลงโทษนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขดัดนิสัยให้กลับตัวเป็นคนดีมิใช่การแก้แค้น
4) การลงโทษประหารถ้าเกิดความผิดพลาดไม่มีทางแก้ไข
5) เป็นการฆ่าอย่างเลือดเย็น ทำให้จิตใจเสื่อมเสีย
มีนักอาชญาวิทยาหลายคน มีความเห็นว่า ผู้ที่จะก่อคดีฆาตกรรมสยองขวัญ ไม่มีใครเคยคิดไว้ก่อนลงมือกระทำความผิดเลยว่าจะถูกจับได้แล้วถูกลงโทษประหาร
สรุป เป็นที่น่าสนใจว่าในปัจจุบันทุกประเทศในโลกมีสถิติการลงโทษประหารชีวิตน้อยลงเป็นลำดับ แต่ขณะเดียวกันก็มีบางประเทศที่เลิกใช้โทษประหารแล้วแต่กลับนำมาใช้ใหม่ในกรณีที่เป็นอาชญากรร้ายโหดเหี้ยมมาก สำหรับประเทศไทยสถิติการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตมีจำนวนน้อยมากจะใช้โทษประหารเฉพาะแต่กรณีที่
กระทำผิดรุนแรงและก่อความเสียหายแก่สังคมอย่างยิ่งเท่านั้น
นอกจากนี้ เมืองไทยยังเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่ต้องโทษประหารชีวิต ทูลเกล้าถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษตามควรแก่กรณี
ประเทศที่ยก โทษประหารชีวิตนั้นมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ แต่ในทางปฏิบัติมีการประหารค่อนข้างน้อย
เสียงของสหประชาชาติ
"การยกเลิกโทประหารชีวิตโดยสิ้นเชิงช่วยเพิ่มพูนศักดิ์ศรีความเป็นความมนุษย์และพัฒนาการสิทธิมนุษย์ชน...มาตราการทั้งปวงในอันที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตถือเป็นความก้าวหน้าในการใช้สิทะแห่งชีวิต"
ข้อคัดค้านโทษประหารชีวิต
1. ไม่มีมนุษย์หรือคนกลุ่มใดที่สามารถอ้างสิทธิทำร้ายผู้อื่นหรือคร่าชีวิตผู้อื่นถึงตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ชีวิตเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน และเป็นสิทธิที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ขณะเดียวกันความยุติธรรมไม่ใช่เครื่องชั่งหรือวัดความเท่าเทียมว่า หนึ่งชีวิตที่เสียไปนั้นต้องได้รับการชดใช้ด้วยอีกชีวิตหนึ่ง ความเข้าใจที่ว่าชีวิตต้องแลกคืนด้วยชีวิตนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะว่าการประหารชีวิตเป็นการทำลายชีวิตอย่างโหดร้าย ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์และอาจประหารผิดคนได้
2. บางครั้งผู้บริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตและไม่มีหนทางชดใช้
ทางนิติวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นว่า มีการตัดสินลงโทษประหารผิดคนมากขึ้น มีหลายกรณีที่ผู้ต้องโทษและถูกประหารชีวิตนั้น กระทำผิดข้อหาฆาตกรรมจริง แต่มีเหตุแวดล้อมที่ระบุชัดเจนว่าเขาเหล่านั้นไม่ควรต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต ความผิดพลาดอันเป็นธรรมชาติขิองมนุษย์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้หากคนที่ได้รับโทณประหารชีวิตนั้นเสียชีวิตไปแล้วมีคนบริสุทธิ์เสียชีวิตไปแล้วกี่ราย? อาจจะ 7-10% ซึ่งอันที่จริงไม่ควรเกิดขึ้นเลยแม้แต่รายเดียว
3. ข้อโต้แย้งที่ว่าการประหารชีวิตเป็นมาตราการปรามอาญากรรมร้ายแรงได้นั้นเป้นข้อสันนิษฐานที่ขาดพื้นฐานรับรอง
ความเปลี่ยนแปลงของสถิติอาชญากรรมเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ซับซ้อน ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่อัตตราฆาตกรรมลดลงก็มี ปละความแปลงในระยะยาวเป็นไปได้ว่าอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
4. เชื่อกันว่าโทษประหารชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นที่สร้างความพอใจให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่ต้องการให้อาชญากร จบชีวิตด้วยการชำระหนี้เลือด
การให้ผู้กระทำความผิดนั้นต้องตายตกไปตามกันนั้นไม่ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนและไม่ควรนำมาใช้คำนวนกันแบบเลขคณิต
5. ทุกคนต้องได้รับความยุติธรรมความเท่าเทียมกัน
แต่ในความเป็นจริงไม่มีความเท่าเทียมกันในการตัดสินลงโทษประหารชีวิต จะเห็นได้ว่าคนจน คนไม่มีความรู้และชนขั้นล่างสุดของสังคม มีโอกาสที่จะต้องโทษนี้ได้มากที่สุด จึงเห็นได้ว่าคนที่รวยกว่า คนที่มีการศึกษามากกว่า หรือมีฐานทางสังคมดีกว่า มักจะรอดจากโทษประหารชีวิตเสมอ
ศาสนาและโทษประหารชีวิต
ประเด็นทางศีลธรรมเป็นหัวใจของทุกศาสนาและศาสนาควรมีอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่องการประหารชีวิต อย่างไรก็ดี ทำนองเดียวกันกับสงคราม เราคาดการณ์ได้ว่าคำสอนในโลกอุดมคติกับการปฏิบัติในโลกความเป็นจริงมันคนล่ะเรื่องกัน
แหล่งข้อมูลจาก
1.หนังสือประกอบการเรียน อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2.โทษประหารชีวิต,สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.),สถานทูตอังกฤษ
3.รายงานสัมนาระดับชาติการลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย,สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ภาพประกอบตามอินเตอร์เน๊ต
ลิ้งเป็นภาษาอังกฤษที่ http://deathpenaltythailand.blogspot.com ของ สสส.
ผู้จัดทำ:นายอรรถพล อรรถโกวิท
5031601682 section 1

#1 By benzoates (61.90.192.134) on 2008-06-18 10:36