ความพยายามในการอัดฉีดเงิน และมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินในสหรัฐฯเพื่อหยุดยั้งวิกฤติการล่มสลายของธนาคาร และวาณิชธนกิจน้อยใหญ่ที่อาจจะตามมาภายหลังบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ถนนทุกสายทั้งจากฝั่งยุโรป และเอเชียดาหน้าเข้าสู่ตลาดซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเสริมสภาพคล่องด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ขณะที่เฟดเตรียมประกาศมาตรการอุ้มสถาบันการเงินในประเทศอีกขั้น 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องสู่ตลาดการเงินอีก 1.5 ล้านล้านเยน หรือ 500,000 ล้านบาท วานนี้ (16 ก.ย.) เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหลังหุ้นดิ่งลง นับเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินครั้งใหญ่ที่สุดภายในวันเดียวในรอบ 5 เดือน และได้เริ่มประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินซึ่งจะมีขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน เริ่มต้นวันที่ 16 ก.ย. โดยตลาดคาดว่าที่ประชุมจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% 

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เลห์แมน บราเธอร์ส แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นขอความคุ้มครองมูลหนี้รวมทั้งสิ้น 3.43 ล้านล้านเยน หรือ 1.12 ล้านล้านบาท ภายใต้กฎหมายล้มละลายต่อศาลกรุงโตเกียว นับเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้

สำนักงานกำกับดูแลการเงินของญี่ปุ่นออกคำสั่งให้เลห์แมนฯระงับการทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นเวลา 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. รวมทั้งได้ออกคำสั่งอีกฉบับให้เลห์แมนฯคุ้มครองนักลงทุนอย่างเต็มที่และห้ามโยกย้ายทรัพย์สินออกนอกประเทศ ทั้งนี้ เลห์แมนฯในญี่ปุ่นมีทรัพย์สินอยู่ทั้งสิ้น 1.2 ล้านล้านเยน หรือราว 387,600 ล้านบาท  

ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง 0.27% ไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ทันทีที่รับรู้ข่าวการล้มละลายของเลห์แมนฯ พร้อมกับเตรียมเงินจำนวน 50,000 ล้านเหรียญฯหรือ 1.7 ล้านล้านบาท อัดฉีดสภาพคล่องในระบบหากเกิดปัญหา พร้อมระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ ในฝั่งยุโรปธนาคารกลางอังกฤษ ได้อัดฉีดเม็ดเงิน 20,000 ล้านปอนด์หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดเงินระยะสั้น หลังจากที่วันก่อนหน้า (15 ก.ย.) ได้อัดฉีดเงินเข้าระบบไปแล้ว 5,000 ล้านปอนด์ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปอัดฉีดเงิน 70,000 ล้านยูโร หรือ 3.36 ล้านล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินยุโรป

คลังจับตาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯได้ผลักดันให้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลง มูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.7 ล้านล้านบาท หลังจากอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ 6.1% และการล้มละลายของเลห์แมนฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดโดมิโนกระทบสถาบันการเงินในภาพรวม ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้เรียกนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเฮนรี่ พอลสัน รมว.คลังสหรัฐฯ และนายคริสโตเฟอร์ ค็อกซ์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ประชุมด่วนเพื่อถกปัญหา  

ด้านคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด ที่ได้เริ่มประชุมเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ก็ได้เริ่มประชุมแล้วในวันที่ 16 ก.ย. โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดน่าจะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นผลกระทบในเชิงลบ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดดอกเบี้ยในระดับ 0.25-0.50% 

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รก.รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ผลกระทบจากกรณีเลห์แมนฯ กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยถือเป็นการปรับตัวตามตลาดโลก ดังนั้น ยังไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาตรการเสริมเพื่อประคับประคองตลาดหุ้นและตลาดเงิน ส่วนนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รก.รมช.คลัง กล่าวว่า ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯจะทำให้มีการดูดเงินจากประเทศเล็กกลับไปให้บริษัทแม่ ทำให้ห่วงสภาพคล่องเศรษฐกิจไทย โดยถ้าปล่อยไว้ทุนสำรองของไทยลดลง ปริมาณเงินบาทในระบบจะลดมากไป ดังนั้น ควรปล่อยให้สภาพคล่องเข้ามาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรปล่อยเงินเข้ามาด้วยการซื้อพันธบัตร เพราะถ้าไม่มีมาตรการอะไรทรัพย์สินในตลาดหลักทรัพย์อาจพังได้ และจะดึงให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเงินไหลออกในระยะสั้นมีเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มาก 

ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รก.รมช.คลัง เปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องเป็นห่วงต่อไปคือ กรณีธนาคารเอไอจี ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจอีกแห่งของสหรัฐฯที่ขาดสภาพคล่องระยะสั้น เพราะเอไอจี เป็นธนาคารที่มาลงทุนในไทยจำนวนมากและเป็นบริษัทแม่ของเอไอเอประกันชีวิต ซึ่งได้มอบหมายให้ไปตรวจสอบแล้วว่า เอไอจีลงทุนในไทยคิดเป็นมูลค่าเท่าใด ธุรกิจใดบ้างเพื่อพิจารณาว่า หากเอไอจีมีปัญหาจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร 

เลห์แมนฯลอยแพทิ้งธุรกิจในไทย 

นายกฤษดา กวีญาณ ที่ปรึกษาการลงทุนประจำประเทศไทยของเลห์แมน บราเธอร์ส เปิดเผยว่า มูลค่าเงินการลงทุนของเลห์แมนฯที่มีอยู่ในไทยขณะนี้มากกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท และหลังจากนี้คงต้องหยุดชะงักแบบถาวรหลังเลห์แมนฯล้มละลาย โดยสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดต้องถูกขายออกเพื่อนำเงินไปช่วยบริษัทแม่ ดังนั้น การลงทุนของเลห์แมนฯในไทยคงจะไม่มีอีกแล้ว

สำหรับผลกระทบต่อไทย คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ 40,000 ล้านบาท จะอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมและสำนักงานให้เช่า แม้จะต้องตัดขายสินทรัพย์ทิ้งทั้งหมดก็ไม่น่ากังวล แต่อาจมีผลทำให้ราคาปรับตัวลงได้ เพราะเลห์แมนฯถือเป็นรายใหญ่สุดของประเทศ พื้นที่รวม 100,000 ตร.เมตร ทั้งโรงแรมและสำนักงานให้เช่า เช่น ตึกอิตัลไทย, ตึกเมอร์คิวรี่, ตึกเมืองไทยภัทร และตึกแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ ย่านสุขุมวิท หากมีการนำทรัพย์เหล่านี้ปล่อยสู่ตลาดในราคาที่ถูก อาจมีผลกระทบต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ก็เป็นโอกาสของนักลงทุนไทยในการซื้อทรัพย์เหล่านี้

นายกฤษดายังกล่าวว่า เลห์แมนฯยังมีสัญญาที่จะให้สินเชื่อกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอย่างน้อย 2-3 แห่ง ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยวเกิดปัญหาสภาพคล่อง และต้องหาแหล่งระดมทุนใหม่ในการทำโครงการหรือลงทุนต่อ ซึ่งตนเห็นว่า ธปท.น่าจะเข้ามาช่วยเหลือหาแหล่งเงินทุนให้ หากเห็นว่าเป็นโครงการที่มีอนาคต เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหา และหากโครงการดำเนินต่อไปไม่ได้ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจะเป็นคนไทยไม่ใช่ต่างชาติ นอกจากนั้น ธปท.ยังควรจัดตั้งเงินกองทุนรองรับผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกครั้งนี้ และหามาตรการรองรับดูแลสภาพคล่องในระบบไม่ให้ขาด รวมถึงดูแลต้นทุนการเงินของเอกชนไม่ให้สูงเกินไป

 

ขอบคุณข่าวจาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=104447

 

โดย นายณพนันท์  สมบูรณ์สุข 5131601055 sec.01

Comment

Comment:

Tweet