ลวงฆ่าโหดหนุ่มนิรนาม สภาพศพสยองโดนถลกหน้า จนไม่เหลือเค้าเดิม แถมยังตัดหูซ้ำ โดนยิงที่หน้าอก หมกศพในป่ายูคาฯ พนม สารคาม แปดริ้ว ตรวจจุดเกิดเหตุพบรถกระบะ มอ เตอร์ไซค์ ถังน้ำมัน ยาบ้า พร้อมทั้งอุปกรณ์เสพ สันนิษ ฐานเบื้องต้น สงสัยคนตายพัวพันธุรกิจมืด อาจแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว หักหลังกันเอง ก่อนโดนลวงมาฆ่าโหด

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 17 ก.ย. พ.ต.ท.ทินกร อาจเจริญ สารวัตรเวร สภ.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา รับแจ้งพบศพชายถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ทิ้งศพไว้ที่ชายป่ายูคาลิปตัส หมู่ 3 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม หลังรับแจ้งจึงนำกำลังตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุเป็นสถานที่เปลี่ยวห่างไกลจากหมู่บ้าน เป็นทางดินทรายแยกออกจากทางลูกรังเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน ลงไปยังชายป่าประมาณ 300 เมตร พบศพชายไทยไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 45 ปี สูงประมาณ 170 เซนติเมตร รูปร่างสันทัด สวมเสื้อเชิ้ตผ้ายีนส์ สวมกางเกงขาสั้นลายทางสีเหลือง สภาพศพปรากฏว่าไม่มีใบหน้า เนื่องจากถูกมีดกรีดลอกถลกใบหน้าออก จนจำเค้าหน้าเดิมไม่ได้ อีกทั้งยังถูกตัดใบหูขวา

จากการตรวจสอบใกล้จุดพบศพยังพบรองเท้าแตะหนังเทียมสีดำ 1 คู่ หมวกคลุมหน้าลายใบไม้สีม่วง 1 ใบ ไฟฉายแบบคาดศีรษะ ที่ปลายเท้าศพพบรถจักร ยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีเทาดำ ทะเบียน กมท 731 ฉะเชิงเทรา ห่างออกไปตามเส้นทางประมาณ 5 เมตร พบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีแดง สภาพเก่า มีคอกเหล็กด้านหลัง ทะเบียน บง 8713 สระแก้ว ที่ด้านหลังมีแกลลอนน้ำมันขนาด 20 ลิตร จำนวน 5 แกล ลอน ภายในมีน้ำมันบรรจุอยู่เต็มทุกถัง ที่ด้านข้างรถยังพบแกลลอนน้ำมันเปล่า ลักษณะเดียวกันตกอยู่ในป่าหญ้าอีก 3 แกลลอน และพบซองบุหรี่ ที่ถูกดัดแปลงคล้ายอุปกรณ์เสพยาบ้าตกอยู่หลายอัน ที่ใต้ล้อหน้ารถจักรยานยนต์ พบห่อภายในมียาบ้า 68 เม็ด

จากการชันสูตรพลิกศพของ พ.ญ.พิสิณี คนานุรักษ์ แพทย์เวร ร.พ.พนมสารคาม พบว่าที่ราวนมด้านซ้ายถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาด เป็นรูพรุน และพบหมอนรองกระสุนปืนลูกซองตกอยู่ 1 อัน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 48 ชั่วโมง จึงมอบศพให้หน่วยกู้ภัยพนมสารคาม นำส่งไปผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้งที่สถาบันนิติเวช ด้านตำรวจสันนิษฐานในเบื้องต้นคาดว่า ผู้ตายอาจพัวพันกับแก๊งธุรกิจมืดบางอย่าง อาจจะตกลงแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว หรือหักหลังกันเอง จึงถูกลวงมาฆ่าถลกหน้า

ที่มา : http://news.sanook.com/crime/crime_305420.php

นางสาวพรเพ็ญ  ราชกวี  ID 5131601134 sect 1

ความพยายามในการอัดฉีดเงิน และมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินในสหรัฐฯเพื่อหยุดยั้งวิกฤติการล่มสลายของธนาคาร และวาณิชธนกิจน้อยใหญ่ที่อาจจะตามมาภายหลังบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ถนนทุกสายทั้งจากฝั่งยุโรป และเอเชียดาหน้าเข้าสู่ตลาดซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเสริมสภาพคล่องด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ขณะที่เฟดเตรียมประกาศมาตรการอุ้มสถาบันการเงินในประเทศอีกขั้น 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องสู่ตลาดการเงินอีก 1.5 ล้านล้านเยน หรือ 500,000 ล้านบาท วานนี้ (16 ก.ย.) เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหลังหุ้นดิ่งลง นับเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินครั้งใหญ่ที่สุดภายในวันเดียวในรอบ 5 เดือน และได้เริ่มประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินซึ่งจะมีขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน เริ่มต้นวันที่ 16 ก.ย. โดยตลาดคาดว่าที่ประชุมจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% 

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เลห์แมน บราเธอร์ส แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นขอความคุ้มครองมูลหนี้รวมทั้งสิ้น 3.43 ล้านล้านเยน หรือ 1.12 ล้านล้านบาท ภายใต้กฎหมายล้มละลายต่อศาลกรุงโตเกียว นับเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้

สำนักงานกำกับดูแลการเงินของญี่ปุ่นออกคำสั่งให้เลห์แมนฯระงับการทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นเวลา 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. รวมทั้งได้ออกคำสั่งอีกฉบับให้เลห์แมนฯคุ้มครองนักลงทุนอย่างเต็มที่และห้ามโยกย้ายทรัพย์สินออกนอกประเทศ ทั้งนี้ เลห์แมนฯในญี่ปุ่นมีทรัพย์สินอยู่ทั้งสิ้น 1.2 ล้านล้านเยน หรือราว 387,600 ล้านบาท  

ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง 0.27% ไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ทันทีที่รับรู้ข่าวการล้มละลายของเลห์แมนฯ พร้อมกับเตรียมเงินจำนวน 50,000 ล้านเหรียญฯหรือ 1.7 ล้านล้านบาท อัดฉีดสภาพคล่องในระบบหากเกิดปัญหา พร้อมระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ ในฝั่งยุโรปธนาคารกลางอังกฤษ ได้อัดฉีดเม็ดเงิน 20,000 ล้านปอนด์หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดเงินระยะสั้น หลังจากที่วันก่อนหน้า (15 ก.ย.) ได้อัดฉีดเงินเข้าระบบไปแล้ว 5,000 ล้านปอนด์ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปอัดฉีดเงิน 70,000 ล้านยูโร หรือ 3.36 ล้านล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินยุโรป

คลังจับตาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯได้ผลักดันให้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลง มูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.7 ล้านล้านบาท หลังจากอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ 6.1% และการล้มละลายของเลห์แมนฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดโดมิโนกระทบสถาบันการเงินในภาพรวม ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้เรียกนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเฮนรี่ พอลสัน รมว.คลังสหรัฐฯ และนายคริสโตเฟอร์ ค็อกซ์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ประชุมด่วนเพื่อถกปัญหา  

ด้านคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด ที่ได้เริ่มประชุมเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ก็ได้เริ่มประชุมแล้วในวันที่ 16 ก.ย. โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดน่าจะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นผลกระทบในเชิงลบ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดดอกเบี้ยในระดับ 0.25-0.50% 

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รก.รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ผลกระทบจากกรณีเลห์แมนฯ กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยถือเป็นการปรับตัวตามตลาดโลก ดังนั้น ยังไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาตรการเสริมเพื่อประคับประคองตลาดหุ้นและตลาดเงิน ส่วนนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รก.รมช.คลัง กล่าวว่า ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯจะทำให้มีการดูดเงินจากประเทศเล็กกลับไปให้บริษัทแม่ ทำให้ห่วงสภาพคล่องเศรษฐกิจไทย โดยถ้าปล่อยไว้ทุนสำรองของไทยลดลง ปริมาณเงินบาทในระบบจะลดมากไป ดังนั้น ควรปล่อยให้สภาพคล่องเข้ามาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรปล่อยเงินเข้ามาด้วยการซื้อพันธบัตร เพราะถ้าไม่มีมาตรการอะไรทรัพย์สินในตลาดหลักทรัพย์อาจพังได้ และจะดึงให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเงินไหลออกในระยะสั้นมีเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มาก 

ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รก.รมช.คลัง เปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องเป็นห่วงต่อไปคือ กรณีธนาคารเอไอจี ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจอีกแห่งของสหรัฐฯที่ขาดสภาพคล่องระยะสั้น เพราะเอไอจี เป็นธนาคารที่มาลงทุนในไทยจำนวนมากและเป็นบริษัทแม่ของเอไอเอประกันชีวิต ซึ่งได้มอบหมายให้ไปตรวจสอบแล้วว่า เอไอจีลงทุนในไทยคิดเป็นมูลค่าเท่าใด ธุรกิจใดบ้างเพื่อพิจารณาว่า หากเอไอจีมีปัญหาจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร 

เลห์แมนฯลอยแพทิ้งธุรกิจในไทย 

นายกฤษดา กวีญาณ ที่ปรึกษาการลงทุนประจำประเทศไทยของเลห์แมน บราเธอร์ส เปิดเผยว่า มูลค่าเงินการลงทุนของเลห์แมนฯที่มีอยู่ในไทยขณะนี้มากกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท และหลังจากนี้คงต้องหยุดชะงักแบบถาวรหลังเลห์แมนฯล้มละลาย โดยสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดต้องถูกขายออกเพื่อนำเงินไปช่วยบริษัทแม่ ดังนั้น การลงทุนของเลห์แมนฯในไทยคงจะไม่มีอีกแล้ว

สำหรับผลกระทบต่อไทย คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ 40,000 ล้านบาท จะอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมและสำนักงานให้เช่า แม้จะต้องตัดขายสินทรัพย์ทิ้งทั้งหมดก็ไม่น่ากังวล แต่อาจมีผลทำให้ราคาปรับตัวลงได้ เพราะเลห์แมนฯถือเป็นรายใหญ่สุดของประเทศ พื้นที่รวม 100,000 ตร.เมตร ทั้งโรงแรมและสำนักงานให้เช่า เช่น ตึกอิตัลไทย, ตึกเมอร์คิวรี่, ตึกเมืองไทยภัทร และตึกแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ ย่านสุขุมวิท หากมีการนำทรัพย์เหล่านี้ปล่อยสู่ตลาดในราคาที่ถูก อาจมีผลกระทบต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ก็เป็นโอกาสของนักลงทุนไทยในการซื้อทรัพย์เหล่านี้

นายกฤษดายังกล่าวว่า เลห์แมนฯยังมีสัญญาที่จะให้สินเชื่อกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอย่างน้อย 2-3 แห่ง ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยวเกิดปัญหาสภาพคล่อง และต้องหาแหล่งระดมทุนใหม่ในการทำโครงการหรือลงทุนต่อ ซึ่งตนเห็นว่า ธปท.น่าจะเข้ามาช่วยเหลือหาแหล่งเงินทุนให้ หากเห็นว่าเป็นโครงการที่มีอนาคต เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหา และหากโครงการดำเนินต่อไปไม่ได้ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจะเป็นคนไทยไม่ใช่ต่างชาติ นอกจากนั้น ธปท.ยังควรจัดตั้งเงินกองทุนรองรับผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกครั้งนี้ และหามาตรการรองรับดูแลสภาพคล่องในระบบไม่ให้ขาด รวมถึงดูแลต้นทุนการเงินของเอกชนไม่ให้สูงเกินไป

 

ขอบคุณข่าวจาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=104447

 

โดย นายณพนันท์  สมบูรณ์สุข 5131601055 sec.01

เมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้ (16 ก.ย.)  ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายปัญญา สุทธิบดี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ อม.3/2551 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 กรณีอนุมัติเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ตามโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศพม่า เพื่อเอื้อประโยชน์ในธุรกิจบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยได้รับหมายเรียกแต่ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์จึงมีเจตนาจะหลบหนี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว และให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป หากได้ตัวจำเลยมาจึงจะนำคดีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง และอนุญาตให้ถอนนายวัชระ สุคนธ์ และคณะรวม 3 คน ออกจากทีมทนายความจำเลยตามที่ร้องขอ 

ที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ถนนรัชดาภิเษก นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ได้ นัด สั่งคำสั่งคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยนางเพ็ญโสม ดามาพงศ์ กรรมการบริษัท นางบุษบา ดามาพงศ์ อดีตกรรมการบริษัทฯ, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นผู้ต้องหาที่ 1-4 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการสั่งคดีออกไป โดยอ้างว่าจะติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน มาฟังการสั่งคดีในนัดหน้า หากทั้งสองไม่มาตามนัดยินดีให้ปรับนายประกัน ด้านนายเศกสรรค์กล่าวว่า พนักงานอัยการยังต้องพิจารณาสำนวนอย่างละเอียดอีกครั้ง หลังได้รับเอกสารหลักฐานการถือครองหุ้นบางส่วนจากต่างประเทศ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ติดตามมา จึงเห็นสมควรให้เลื่อนการสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 29 ต.ค. เวลา 10.00 น. หาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานไม่มาฟังคำสั่ง จะปรับนายประกันคนละ 1 ล้านบาท และออกหมายจับต่อไป  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 และขอให้ยึดทรัพย์จำนวน 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ใช้ในการประมูลซื้อที่ดิน โดยเป็นที่แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองจะไม่มาฟังคำพิพากษา ทางองค์ผู้พิพากษาจะพิจารณาออกหมายจับจำเลยมาศาลภายใน 30 วัน หากยังไม่ได้ตัวจำเลยมา ศาลจะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

วันเดียวกัน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกรรมการบริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ตกเป็นจำเลยในคดีหวยบนดิน เดินทางมายื่นคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัว โดยใช้เงินสดและบัญชีเงินฝากประกันตัวออกไป โดยศาลตีราคาประกันคนละห้าแสนบาท

ขอบคุณข่าวสารจาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=104461

 

โดย นาย ณพนันท์  สมบูรณ์สุข 5131601055 sec.01